วงการศิลปะของไทย ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธุรกิจ

Last updated: 2017-10-22  |  2019 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วงการศิลปะของไทย ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธุรกิจ

เมื่อการทำงานศิลปะ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาชีพ มันจึงไม่มีระบบธุรกิจที่จะมารองรับได้อย่างสมบูรณ์เหมือนในต่างประเทศ

“ในยุคที่ผมเติบโตมา การทำงานศิลปะไม่เคยถูกมองว่าเป็นอาชีพ ซึ่งพ่อแม่ไม่ค่อยสบายใจนักถ้าลูกจะเลือกเรียน เพราะเขามองไม่ออกว่าจะประกอบอาชีพได้ยังไง”

นที อุตฤทธิ์ ลำดับถึงความเป็นมา ที่เป็นสาเหตุให้วงการศิลปะของไทย ยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

เขาคือผู้ที่ได้เข้าไปคลุกคลีจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบธุรกิจด้านศิลปะสากล เป็นศิลปินไทยเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าไปอยู่ในระบบมืออาชีพ เซ็นสัญญากับแกลเลอรี่ชั้นนำของเยอรมัน มีคิวจัดแสดงผลงานทั่วโลกยาวไปถึงปี 2018  

แล้วระบบธุรกิจด้านศิลปะระดับสากล ขับเคลื่อนกันอย่างไร?

ผู้มีประสบการณ์ตรงอย่างนทีได้ให้คำตอบไว้ว่า ต้องเป็นการทำงานประสานกันระหว่าง Gallery, Dealer และ Agency   

โดย

Gallery จะต้องเป็นหัวเรือใหญ่ ที่ไม่เพียงมีพื้นที่แสดงงาน พื้นที่ขายงานศิลปะ แต่ต้องมีเครือข่ายเพื่อช่วยผลักดัน และโปรโมทตัวศิลปินด้วย

Dealer นายหน้าที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยได้รับคอมมิสชั่นตอบแทน

Agency ผู้จัดการศิลปิน ที่เข้ามาดูแลประสานงานทางธุรกิจ ที่ศิลปินเองมักไม่มีความถนัด 

แต่ฟังก์ชั่นของแกลเลอรี่ในเมืองไทยเอง ยังเป็นแค่เพียงพื้นที่ฝากขายงานศิลปะ ไม่ได้มีระบบจัดการ เพื่อเกื้อหนุนให้วงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ ส่วนนายหน้า และผู้จัดการศิลปิน ก็ยังยากที่ใครจะกล้าลงมาจับอาชีพตรงนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว


จึงทำให้โมเดลวงการศิลปะของไทย ยังคงย่ำอยู่กับการพยายามขอทุนสนับสนุนจากภาครัฐ และการวิ่งหาสปอนเซอร์จากภาคเอกชนอยู่ร่ำไปนั่นเอง     

 

นที อุตฤทธิ์ : เข้าสู่วงการศิลปะระดับโลกตั้งแต่ปีค.ศ. 2007 หลังจากทำงานอย่างหนักมาตลอด 13 ปี ปัจจุบันเซ็นสัญญากับแกลเลอรีและดีลเลอร์ชั้นนำของโลก เช่น  ARNDT จากเยอรมนี Gallery Hyundai จากเกาหลีใต้ Richard Koh Fine Art จากสิงคโปร์และมาเลเซีย ฯลฯ  

ที่มา : manager.co.th และ ellementhailand.com

Powered by MakeWebEasy.com